งานวิจัยการันตีผลลัพธ์ของสารสกัด ที่มีในอาหารเสริมเพิ่มน้ำนมแม่ JESSIE MUM

งานวิจัยการันตีผลลัพธ์ของสารสกัด ที่มีในอาหารเสริมเพิ่มน้ำนมแม่ JESSIE MUM

การเป็นแม่เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจและอบอุ่นมากที่สุดในชีวิตของผู้หญิง แม่ก็อยากที่จะให้ลูกน้อยเจริญเติบโตเต็มที่ แต่บางครั้งอาจพบว่าการให้นมไม่เพียงพอหรือต้องการช่วยเสริมสร้างความสามารถในการผลิตนม ในกรณีเช่นนี้ สมุนไพรเพิ่มน้ำนมอาจเป็นอีกทางเลือกที่ดี เจสซี่มัมเป็นแบรนด์อาหารเสริมเพิ่มน้ำนมอันดับต้นๆ ที่คุณแม่เลือกใช้ น้ำนมแม่เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสุดสำหรับทารกและเด็กแรกเกิด ในน้ำนมแม่มีสารอาหารและสารสกัดที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของทารก เรามาดูกันว่าสารอาหารในน้ำนมแม่ที่นมผงไม่มีมีอะไรบ้าง
 
    น้ำนมแม่มีสารอาหารหลากหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาร่างกายของทารก โดยเฉพาะโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามินและแร่ธาตุ แอนติออกซิแดนท์ ฮอร์โมน ฯลฯ ซึ่งนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลทารกและเด็กได้ยืนยันไว้แล้ว การให้น้ำนมแม่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง แต่การเลือกใช้วิธีการให้นมแม่ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลทารกและเด็กเสมอ อาหารเสริมเพิ่มน้ำนมแม่ก็เช่นกัน ต้องเลือกแบบที่ปลอดภัยกับคุณแม่และลูกน้อยมากที่สุด เจสซี่มัมเลยมีผลิตภัณฑ์เพิ่มน้ำนมที่มีสารสกัดที่เต็มไปด้วยประสิทธิภาพในการดูแลร่างกายคุณแม่หลังคลอดเพื่อผลิตน้ำนมที่มีคุณภาพให้ลูกของคุณโดยสารสกัดที่มีคุณภาพมีงานวิจัยรองรับดังนี้

1. ผักชีล้อมหรือที่เรียกที่เรียกกันว่ายี่หร่า
มีคุณสมบัติเป็นยาขับน้ำนม จะช่วยในการเพิ่มหรือกระตุ้นการคัดหลั่งปริมาณน้ำนม การศึกษาที่อิหร่าน ได้คัดเลือกแม่ที่มีสุขภาพดีจำนวน 46 คน มีอายุระหว่าง 18 ถึง 35 ปี ช่วงเริ่มต้นของการศึกษาแม่ๆ ต่างให้นมลูกโดยไม่เกิดปัญหาใดๆ เมื่อวัดระดับโปรแลคตินของแม่ในตอนเช้าก่อนอาหารเช้าอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมงหลังจากการให้นมก่อน วัดโปรแลคตินก่อนและหลังจากได้กินผงยี่หร่าในขนาด 3 กรัมทุกวันเป็นเวลา 15 วัน ความเข้มข้นของโปรแลคตินพื้นฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 64.6 ไมโครกรัม/ลิตร ความเข้มข้นของโปรแลคตินหลังการรักษาด้วยยี่หร่าคือ 95.6 ไมโครกรัมต่อลิตร ความแตกต่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่มีการวัดปริมาณการผลิตน้ำนม

2. ฟรีนูกรีกหรือที่เราเรียกกันว่าลูกซัด
เรียกได้ว่าคุณแม่ให้น้ำนมหลายท่านไม่มีใครไม่รู้จักเจ้าลูกซัดนี้ถ้าเรียกกันบ้านๆ เลยฟรีนูกรีกหรือลูกซัดเนี่ยเป็นสารตั้งต้นของฮอร์โมนที่จะผลิตน้ำนม เมล็ดฟีนูกรีก  (Trigonella foenum-graecum) ฟีนูกรีกถูกนำมาใช้ในหลายภูมิภาคทั่วโลกเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำนมและนำมารวมเป็นส่วนผสมหลายอย่างเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำนม การศึกษาในสัตว์ระบุว่าโดยหลักแล้วฟีนูกรีกอาจทำงานโดยเพิ่มการหลั่งอินซูลินและออกซิโทซิน ฟีนูกรีมีผลช่วงหลังคลอด 2-3 วันมากกว่าคลอดไปแล้ว 2 สัปดาห์

3ขิง
คือส่วนผสมที่คุณแม่รู้จักกันอยู่แล้วสำหรับสรรพคุณที่ไว้เพิ่มน้ำนมขิงมักใช้สำหรับอาการคลื่นไส้และอาการเมารถ ไม่ได้ถูกนำมาใช้โดยเฉพาะเกี่ยวกับการให้นมลูกในทางการแพทย์แผนตะวันตก แต่มีรายงานว่าใช้เพิ่มน้ำนมแม่ในตุรกีและบางส่วนของเอเชีย ขิงมีประวัติการใช้เป็นอาหารและยามาอย่างยาวนาน และ “ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าปลอดภัย” (GRAS) ว่าเป็นวัตถุปรุงแต่งรสอาหารโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา รวมถึงในช่วงที่แม่ให้นมบุตรด้วย
การศึกษาแบบอำพรางทั้งสองทางแบบสุ่มในประเทศไทยเปรียบเทียบปริมาณน้ำนมแม่ที่รับประทานขิงแห้ง 500 มก. หรือยาหลอก 2 ครั้งต่อวัน โดยเริ่มทาน 2 ชั่วโมงหลังคลอด ในวันที่ 3 แม่ที่บริโภคขิงมีปริมาณน้ำนมมากกว่าแม่ที่ได้รับยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ คือ 191 มล. ต่อ 24 ชั่วโมง เทียบกับ 135 มล. ต่อ 24 ชั่วโมง

4. ซิงค์หรือสังกะสี
เป็นส่วนประกอบทั่วไปของน้ำนมมนุษย์ ปริมาณสังกะสีที่บริโภคจากวิตามินก่อนคลอดหรืออาหารเสริมแร่ธาตุอื่นๆ โดยทั่วไปอยู่ที่ 15 มก. หรือน้อยกว่า ไม่ส่งผลเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับสังกะสีในน้ำนมของผู้หญิงที่ให้นมบุตร ดังนั้น แม่จึงสามารถทานอาหารเสริมธาตุสังกะสีในระหว่างการให้นมบุตรเพื่อให้ได้ปริมาณที่แนะนำต่อวันที่ 12 ถึง 13 มก. ได้ปริมาณที่รับประทานต่อวันอยู่ระหว่าง 15 ถึง 25 มก. แม่จำนวน 49 คนจากรัฐอินเดียที่ต้องการให้นมลูก

– ได้รับวิตามินก่อนคลอดที่มีสังกะสีในปริมาณ 25 มก. และไม่มีสังกะสีทุกวัน
– โดยเริ่มตั้งแต่ 1-2 วันหลังคลอด
– เก็บตัวอย่างน้ำนมทำทุกเดือนตั้งแต่หลังคลอด 1 เดือนถึง 6 เดือน
– การบริโภคสังกะสีในอาหารเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ประมาณ 11 ถึง 12 มก. ในทั้งสองกลุ่ม
– ระดับน้ำนมเฉลี่ยสูงขึ้นในกลุ่มที่กินวิตามินในแต่ละช่วงเวลา โดยเริ่มจาก 2.8 และ 2.3 มก./ลิตร ที่ 1 เดือน
– จนถึง 1.1 และ 0.8 มก./ลิตร หลัง 6 เดือน
– เมื่อทารกกินนมแม่เต็มที่แล้วจะกินนมประมาณ 0.5 ถึง 0.6 ลิตรต่อวัน
– ปริมาณสังกะสีที่ได้รับต่อวันจากนมจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 มก. เท่านั้น ซึ่งไม่สูงกว่าค่าที่แนะนำให้บริโภคที่ 2 มก. ต่อวันสำหรับลูก

5. ขมิ้น เหง้าขมิ้นชัน (Curcuma longa)
มีสารเคอร์คูมินอยด์ เช่น ขมิ้นชัน (Curcumin) ไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการขับส่วนประกอบใดๆ ของขมิ้นเข้าสู่น้ำนมแม่ การศึกษาพบว่าไม่มีผลเสียต่อทารกที่ได้รับขมิ้นจากน้ำนม ขมิ้นเป็น “ที่ยอมรับโดยทั่วไปว่าปลอดภัย” (GRAS) และเป็นส่วนประกอบอาหาร โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา

6. ไทอามีน
หรือที่เรียกว่าวิตามินบี 1 ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญอาหารมาเป็นพลังงานและมีบทบาทสำคัญในการรักษาระบบหัวใจ หลอดเลือด และระบบประสาทให้แข็งแรง เป็นสิ่งสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ของมารดา น้ำหนักแรกเกิดของทารกต่ำ และภาวะสมองขาดเลือดในทารก

7. ไบโอตินวิตามินบี 7
ไบโอตินมีความจำเป็นสำหรับเอนไซม์หลายตัวที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญพลังงานจากไขมันและคาร์โบไฮเดรต ในระหว่างตั้งครรภ์ การศึกษาในสัตว์พบว่าการขาดไบโอตินอาจส่งผลให้เกิดความพิการแต่กำเนิด ซึ่งรวมถึงความผิดปกติในรูปทรงของใบหน้าและแขนขา พัฒนาการของทารกในครรภ์บกพร่อง หรือการแท้งบุตรได้

8. ไพริดอกซิน หรือที่เรียกว่าวิตามินบี 6
มีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมจำนวนมากในร่างกายมนุษย์ เช่น การพัฒนาและการทำงานของระบบประสาท มีความเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางการศึกษาที่ไม่ใช่แบบสุ่ม เช่น คะแนน Apgar ที่สูงขึ้น น้ำหนักแรกเกิดมากขึ้น และภาวะครรภ์เป็นพิษและการคลอดก่อนกำหนดลดลง การศึกษาล่าสุดยังแนะนำให้ป้องกันความพิการแต่กำเนิดบางประการด้วย รวมทั้งหมด 4 งานวิจัย (ผู้หญิงจำนวน 1,646 คน) วิธีการสุ่มไม่ชัดเจนในการทดลองทั้ง 4 ครั้ง และมีการเลือกผู้เข้าร่วมงานวิจัยและแสดงผลแบบอำพราง วิตามินบี 6 เป็นแคปซูลหรือยาอมรับประทานส่งผลให้ความเสี่ยงของฟันผุในหญิงตั้งครรภ์ลดลง

9. โฟเลต (วิตามินบี)
เป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการจำลองแบบของ DNA และเป็นสารตั้งต้นสำหรับปฏิกิริยาของเอนไซม์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์กรดอะมิโนและเมแทบอลิซึมของวิตามิน ความต้องการโฟเลตจะสูงขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องจากโฟเลตจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ด้วย การขาดโฟเลตมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติทั้งในมารดา (โรคโลหิตจาง โรคปลายประสาทอักเสบ) และทารกในครรภ์ (ความผิดปกติแต่กำเนิด) การให้อาหารเสริมด้วยกรดโฟลิกในช่วงเวลาของการปฏิสนธิเป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าสามารถลดความเสี่ยงต่อความบกพร่องของท่อประสาท

10. วิตามินบี 12
เป็นส่วนประกอบทั่วไปของน้ำนมมนุษย์ ปริมาณที่แนะนำต่อวันในผู้หญิงให้นมบุตรอยู่ที่ 2.8 ไมโครกรัม และสำหรับทารกอายุไม่เกิน 6 เดือนอยู่ที่ 0.4 ไมโครกรัม เจ้าหน้าที่บางคนแนะนำให้ให้ 5.5 ไมโครกรัมต่อวันในช่วงให้นมบุตร อาหารเสริมอาจจำเป็นเพื่อให้ได้ปริมาณที่แนะนำต่อวันหรือเพื่อแก้ไขความขาดพร่องที่มี วิตามินบี 12 ในปริมาณที่ต่ำ (1 ถึง 10 ไมโครกรัม) ที่พบในวิตามินบีรวมหรือวิตามินก่อนคลอดจะช่วยเพิ่มระดับน้ำนมได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ปริมาณที่สูงขึ้นต่อวันคือ 50 ถึง 250 ไมโครกรัมเป็นสิ่งจำเป็นในกรณีที่แม่สารอาหารไม่เพียงพอ ทารกที่กินนมแม่จะไม่ได้รับวิตามินบี 12 มากเกินไปในกรณีดังกล่าว และสภาวะของวิตามินบี 12 ควรจะดีขึ้นหากก่อนหน้านี้เคยได้รับไม่เพียงพอ

    โดยสรุปแล้วนั้นสารสกัดทั้ง 10 ชนิดที่มีใน JessieMum นั้นล้วนแล้วแต่เป็นสารสกัดที่ช่วยบำรุงร่างกายให้คุณแม่มีร่างกายแข็งแรงพร้อมน้ำนมที่มีคุณภาพอีกด้วย วิตามินต่างๆ สารสกัดต่างๆ ที่ใส่เข้ามาใน 1 แคปซูลล้วนมีคุณภาพจัดเต็มทั้งนี้ทั้งนั้นคุณแม่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่และหมั่นดูแลร่างกายตนเองคุณแม่เต้าล้วนก็ควรให้น้องกระตุ้นด้วยการเข้าเต้าเป็นประจำส่วนที่คุณแม่สายปั๊มก็หมั่นปั๊มให้ตรงเวลาทานน้ำเยอะๆ เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบหลักของน้ำนมเจสซี่มัมเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คุณแม่ทุกคนที่มีความตั้งใจที่จะเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ช่วยให้คุณแม่ทำความตั้งใจนั้นสำเร็จขอบคุณคุณแม่ทุกท่านที่ไว้วางใจเจสซี่มัม

Reference | ที่มาของข้อมูล

https://www.cdc.gov/ncbddd/folicacid/about.html#:~:text=Folic%20acid%20is%20very%20important,the%20early%20brain%20and%20spine
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3218540/
https://www.cochranelibrary.com/cdsr/doi/10.1002/14651858.CD000179.pub3/full#:~:text=Vitamin%20B6%20plays%20vital%20roles,pre%E2%80%90eclampsia%20and%20preterm%20birth
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4230210/

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ คุณสามารถเลือกตั้งค่าความยินยอมการใช้คุกกี้ได้ โดยคลิก "การตั้งค่าคุกกี้" นโยบายความเป็นส่วนตัว